วันจันทร์, 2 พฤศจิกายน 2569

ทัศนะของคนกินเจ

ทัศนะของคนกินเจ

1.สัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์จริงหรือ?
ปัจจุบันการแพทย์ และวิทยาการสมัยใหม่พบข้อพิสูจน์มากมายที่ยืนยันว่า “เนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารของมนุษย์ และมนุษย์ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อโดยธรรมชาติ” ธรรมชาติไม่ได้สร้างสัตว์มาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ เมื่อมนุษย์กินเนื้อสัตว์ จึงเป็นการผิดธรรมชาติ ธรรมชาติก็สะท้อนกลับมาเป็นผลร้าย เราจะเห็นคนที่ชอบกินเนื้อมากๆ ล้วนมีนิสัยชอบรุนแรงก้าวร้าว ชอบรบราฆ่าฟันกัน

การถืออำนาจบาตรใหญ่ ไม่ใช่ความถูกต้อง มนุษย์มีปัญญารู้ความควรและไม่ควร ย่อมหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ควรได้ ดังนั้นเราก็ควรรู้จักกินในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดโทษทุกข์ทั้งแก่ตนเองและสัตว์ทั้งหลาย เราไม่กินเนื้อเขาเลยเราก็ไม่ตาย แต่ถ้าเรากินเนื้อเขา เขาก็ต้องตาย และจะตายกันเรื่อยๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วนจนกว่าเราจะสิ้นชีวิต มนุษย์พูดเข้าข้างตัวเองแต่ฝ่ายเดียว สัตว์พูดไม่ได้แต่ก็รู้จักรักชีวิต กลัวตายเช่นเดียวกับมนุษย์ คนมักพูดเอาเองว่าสัตว์เป็นอาหารของตน

สัตว์ที่จะถูกฆ่าต่างรักตัวกลัวตาย แม้ไม่อาจพูดวิงวอน ก็ได้แต่หลั่งน้ำตาให้เห็น ผู้ประพฤติธรรมย่อมรู้ดีว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนเป็นจิตวิญญาณเช่นเดียวกับมนุษย์ หากแต่ด้วยบาปกรรมที่ตนเองก่อไว้ จึงต้องไปเกิดได้ร่างเป็นสัตว์ต่างๆ เพื่อชดใช้หนี้สินเวรกรรมของตน จนกว่าจะหมด

บาปกรรมที่เขาต้องไปเกิดเป็นสัตว์นั้นก็เป็นโทษที่ทุกข์ยากลำบากน่าเวทนาพออยู่แล้ว ผู้ที่เกิดมาได้ร่างเป็นมนุษย์ จึงไม่สมควรที่จะไปเบียดเบียนฆ่าเขา เป็นการซ้ำเติมเคราะห์กรรมที่เขาได้รับให้หนักหนายิ่งชึ้นไปอีก

2.ไม่ได้ฆ่าสัตว์ แต่กินเนื้อสัตว์ เป็นความผิดบาปไหม?
ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ต่างรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าเป็นบาปมหันต์ แต่ก็หาได้เกรงกลัวต่อเวรกรรมที่ต้องชดใช้ไม่ เพราะความมืดบอด ความโลภ ความหลงเข้าครอบงำ คนทั้งหลายจึงไม่ยอมรับว่า “การกินเนื้อเป็นความผิด”
กฎธรรมดาเมื่อมีการกินก็ต้องมีการฆ่า เพราะสัตว์ทุกตัวมีชีวิตเป็นๆ เมื่อจะกินจึงต้องถูกนำไปฆ่าก่อน “กินคู่กับฆ่า” เป็นของคู่กัน ไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่า “คนกิน” และ “คนฆ่า” ก็มีความผิดเท่ากัน เหมือนมือซ้ายกับมือขวาอยู่ในคนคนเดียวกัน มือขวาไปฆ่าใคร มือถูกจับก็ต้องถูกใส่กุญแจมือทั้ง 2 ช้าง จะโต้แย้งว่ามือซ้ายไม่ผิดเพราะไม่ได้ฆ่า ไม่ยอมให้จับไปด้วย ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าคนๆหนึ่งไม่ได้ลงมือฆ่าเอง แต่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่าแทน เมื่อศาลพิพากษาโทษก็ต้องตัดสินให้ทั้ง 2 มีความผิดร่วมกันโทษฐาน “สมรู้ร่วมคิด” ฆ่าผู้อื่น เพราะคนฆ่าและคนกินได้ประโยชน์ร่วมกัน คนฆ่าก็หวังได้เงิน คนกินก็ได้อิ่มอร่อยกับเนื้อสัตว์ที่ตาย

บาป คือ สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น การกินเนื้อสัตว์ทำให้เกิดทุกข์แก่ตนเองและสัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นการกินเนื้อสัตว์จึงเป็นบาป คำโบราณที่พูดกันติดปากว่า “บาปอยู่กับคนทำ กรรมอยู่กับคนกิน” น่าจะเป็นคำที่คอยตอกย้ำให้เราจดจำไว้เสมอว่า “ใครก็ตามให้ผู้อื่นสร้างบาปด้วย การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อตนแล้ว ผู้นั้นก็ต้องได้รับผลกรรมจากการฆ่านั้นด้วย”

การกินเนื้อเป็นการส่งเสริมให้เขาฆ่า ร้านอาหารที่ขายเนื้อสัตว์ ยิ่งคนกินมาก คนขายก็สั่งฆ่าจำนวนมากขึ้น ในวันสำคัญทางศาสนาเพียงวันเดียว ร้านอาหารเนื้อขายไม่ดี สัตว์ตายน้อยลงเป็น 1,000 ตัว มีชีวิตอยู่รอดไปได้อีกวันหนึ่ง หากทุกคนงดเว้นเนื้อสัตว์ได้ ทุก ๆ วัน ไม่เฉพาะวันพระ หรือ วันสำคัญทางศาสนา สัตว์ทั้งหลายก็จะมีอายุยืนยาวตลอดไปไม่ต้องคาย

เพราะความตายนั้นไม่ดีไม่มีใครชอบ คนจึงเกลียดและกลัวความตาย การกินเลือดเนื้อก็ย่อมไม่ดีเพราะต้องมีการตายก่อนจึงได้กิน กินเนื้อก็เท่ากับกินความตายเข้าไปด้วย คนที่ชอบกินเนื้อสัตว์ เมื่อยามที่จัวจะตาย จิตวิญญาณกำลังจะออกจากร่างไป ล้วนดิ้นทุรนทุรายหวาดกลัวตื่นตระหนก ไม่มีใครเลยจะได้จากไปโดยอาการสงบ

3.มนุษย์ควรกตัญญูต่อสัคว์ผู้มีคุณ
สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมามีกรรมเป็นตัวกำหนด ต่างเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมของตน ไม่ใช่ให้คนฆ่ากิน วัวควายให้มนุษย์อาศัยแรงกาย ใช้งานสารพัด สมควรอย่างยิ่งที่มนุษย์ควรสำนึกในบุญคุณ ให้ความเมตตากรุณาตอบ คนเราชอบให้ลูกหลานกตัญญูรู้คุณ แต่กับวัวควายเราเคยระลึกถึงบุญคุณเขาบ้างหรือเปล่า

วัวควาย ถูกมนุษย์ใช้งานตั้งแต่หนุ่ม ต้องตากแดด กรำฝน ไถนา บางทีก็ถูกเฆี่ยนตี เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส ตั้งแต่เช้าจรดเย็นแม้เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่มีโอกาสพัก ไม่สามารถร้องขออาหารดีๆ นอกจากใบหญ้า อยู่ทำงานจนแก่ชรา อายุมาก ไม่สามารถทำงานหนักได้อีกต่อไป ผู้เป็นนายก็นำไปฆ่ากินเนื้อ

หากวัวควายพูดได้ คงจะถามว่า “ฉันทำผิดอะไร” จึงต้องถูกฆ่า ความแก่เฒ่าเป็นความผิดด้วยหรือ? มนุษย์ไม่ชอบเป็นทาส แต่วัวควายไม่มีโอกาสเลิกทาส ต้องทำงานหนักไปตลอด ไม่มีวันได้เป็นอิสระ สุดท้ายยังถูกฆ่าเอาเนื้อไปกิน ตลอดชีวิตของวัวควายกินแต่หญ้า ไม่มีหญ้าสดก็กินหญ้าแห้ง ไม่สามารถเรียกร้องอาหารดีๆได้อย่างมนุษย์ แต่ก็ออกแรงไถนาลากเกวียน วันแล้ววันเล่าให้มนุษย์มีข้าวกิน มีเงินทองใช้จ่ายซื้อเสื้อผ้า ปลูกบ้านเรือน จิตใจของมนุษย์ไม่เคยนึกถึงบุญคุณที่เขาเคยรับใช้มาเป็น สิบๆปี บ้างเลยหรือ?

มนุษย์มีบุญวาสนามากกว่าสัตว์ทั้งหลาย สามารถเลือกอาหารได้ 100 อย่าง 1000 อย่าง ยังไม่เป็นที่พอใจ กลับไปเบียดเบียนเอาชีวิตผู้มีคุณมากิน เพียงขอให้ได้ “อร่อย”

4.ทำไมการกินเนื้อจึงสร้างหนี้สินเวรกรรมติดตัว?
คนทั้งหลายมักจะคิดไปได้ไกลแค่ปลายจมูกตัวเอง นึกถึงแต่ปาก ไม่เคยนึกถึงหนี้สินเวรกรรมที่จะต้องได้รับการกินเลือดเนื้อ ทั้งๆ ที่เขาไม่ยอม ย่อมต้องถูกตามอาฆาตพยาบาทจองเวร
หากคิดกันให้ดีแล้วคนที่ถูกแทงตาย ถูกเชือดคอตาย ถูกตีตายก็จะเรียกว่า “ตายโหง” การตายที่ผิดธรรมดา ผู้คนต่างหวาดกลัวกันมาก หมู ไก่ วัว ควาย และอีกมากมาย ก็ถูกแทง ถูกเชือด ต้องตายโหงเช่นกัน จิตวิญญาณจึงเต็มไปด้วยความอาฆาตเคียดแค้นพยาบาท

“ถ้าพูดตามกฏธรรมดาโลก เราเป็นหนี้ใครก็ต้องชดใช้ ฆ่าเขาก็ต้องถูกเขาฆ่า กินเลือดเนื้อของเขาก็ต้องถูกเขากินเลือดเนื้อคืนบ้าง ชีวิตใช้คืนด้วยชีวิต เนื้อใช้คืนด้วยเนื้อ ความตายใช้คืนด้วยความตาย เป็นที่เที่ยงธรรม โลกนี้จึงเต็มไปด้วยการจองเวรติดตามทวงหนี้ไม่รู้จักจบสิ้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เปี่ยมด้วยเมตตาจิต ต้องการระงับการจองเวรจึงโปรดแสดงหลักธรรม และให้มนุษย์มีโอกาสถือศิลกินเจสะสางหนี้เสียให้หมดสิ้น การหยุดกินเนื้อ คือการตัดหนี้สินเวรกรรม หยุดการจองเวรซึ่งกันและกัน”

  1. คนกินเจ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท
    กินจะดีวิเศษแค่ไหน หรือ กินพอให้ชีวิตอยู่ได้ก็ได้เพียงแค่ “อิ่ม”
    กินเนื้อก็อิ่ม กินเจก็อิ่มได้
    กินเนื้อก็ต้องตาย กินเจก็ต้องตายเหมือนกัน

แต่ “กินเนื้อ” มีโรคภัยเบียดเบียน มีหนี้สินเวรกรรมติดตามให้ได้รับทุกข์ทรมานก่อนตาย “กินเจ” ร่างกายแข็งแรง ไร้โรคภัยเบียดเบียน จึงแก่ตายตามอายุขัย

กินเนื้อ ตายแล้ว ยังมีหนี้สินเวรกรรม ติดตัวต้องชดใช้
กินเจ ตายแล้ว ไม่มีหนี้สินเวรกรรม เป็นอิสระ

ในเวลาจะตาย วิญญาณกำลังจะออกจากร่างไป เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ จิตจะมีกำลังกล้าแข็ง จะไปสู่สุคติก็ได้ ก็เพราะไม่มีเจ้าหนี้นายเวรมาทวงเลือดเนื้อทวงชีวิต คนที่สร้างกรรม ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมื่อใกล้จะตายมักมีอาการเป็นลางบอกเหตุต่างๆ บางคนก็หวีดร้อง ดิ้นรน ทุรนทุราย โหยหวน หวาดกลัวสุดขีดเหมือนสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่า วิญญาณของเขาย่อมไปสู่ทุคติภพ ต้องไปรับทุกข์ทรมานหลังจากตายไปแล้วทั้งสิ้น

ฉะนั้นคนกินเจจึงเป็นผู้ไม่ประมาทต่อเหตุการณ์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ความจริงบาปกรรมจากการกินเนื้อ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าว่าจะไปพบกับอะไรก็ได้ เพราะในชาตินี้คนกินเนื้อก็มีแต่โรคภัยร้ายแรง เบียดเบียนให้ได้รับทุกข์ทรมานก่อนแล้ว

  1. ผู้ปฎิบัติธรรมที่แท้จริงล้วนกินเจ
    ผู้ปฎิบัติธรรมบางท่านพูดว่า หากปฎิบัติธรรมไม่จำเป็นต้องกินเจ ถ้าจิตใจดีก็สำเร็จธรรมได้ คำพูดเช่นนี้ก็คือ “หลงผิด” คนที่จิตใจดีจริง จะทนเห็นเขาตายได้หรือ? จะทนได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญขอชีวิตจากผู้ที่กำลังจะตายได้หรือ? หากทั้งรู้ ทั้งเห็น ทั้งได้ยิน แต่ไม่รู้สึกอย่างไรเลย เขาจะเป็นคนที่จิตใจดีได้อย่างไร?

ความไม่เบียดเบียนกันเป็นหลักแห่งสันติธรรมอันสูงยิ่ง เรากินเลือดกินเนื้อสัตว์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นการเบียดเบียนใช่หรือไม่? ผู้ที่รับศิลมาปฎิบัติว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ แค่ลิ้นของคนผู้นั้นก็ยังแปดเปื้อนคลุกเคล้าอยู่ด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของสัตว์อยู่ชั่วนาตาปี จะถือว่าผู้นั้นยังมีศิลอยู่หรือไม่?

อาหารที่ได้จากการปล้นเอาชีวิตผู้อื่นเขามาไม่ใช่อาหารของผู้ปฎิบัติธรรมที่แท้จริง คนปฎิบัติธรรมกินอาหารที่ไม่วิ่งหนี ไม่ขัดขืนเท่านั้น ไม่มีบาปใดจะร้ายแรงไปกว่า “ทำเนื้อเขาแยก เอากระดูกเขาแบ่ง” ฉะนั้นผู้บำเพ็ญธรรมที่แท้จริง ต้องไม่เข้าไปมีส่วนในการกระทำเช่นนั้นเลย ไม่มีใครจะสามารถสำเร็จธรรมหลุดพ้นไปได้หากยังคงมีหนี้สินเวรกรรม แม้เพียงเสี้ยวธุลีหลงเหลือผูกพันอยู่กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย

  1. กินเจทุกวัน คือ การทำบุญปล่อยชีวิตสัตว์ทุกวัน
    กินเจทุกวันก็ได้สร้างสมบุญกุศลปล่อยชีวิตสัตว์ทุกวันย่อมต้องดีกว่าปัจจุบัน ในวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนาสาธุชนจำนวนมากเริ่มเห็นแจ้งในความจริงว่า “การกินเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องตาย” จึงพากันงดเว้นเนื้อสัตว์หันมากินเจ บ้างก็จะเอาอาหารเจไปถวายแด่พระผู้ทรงศิล นักบวช นักพรต

การทำทานที่เกี่ยวกับชีวิตทุกอย่าง ไม่ว่าจะงดเว้นจากการฆ่า งดเว้นการกิน หรือบอกให้ผู้อื่นงดฆ่า งดกิน เป็นมหากุศลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

  1. หลงติดอยู่ใน “ความอร่อยลิ้น” นำไปสู่ความวิบัติ
    มีนักบุญท่านหนึ่งได้คำนวณว่า ในชีวิตของคนๆ หนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 60 ปี จะต้องกินวัวควายกว่า 3000 ตัว เป็ดไก่ 20,000 ตัว ปลาถึง 2000,000 ตัว ออกจะน่าใจหายอยู่ไม่น้อย ที่คนเรามีชีวิตอยู่คนเดียวจะต้องล้างผลาญชีวิต วัว ควาย เป็ด ไก่ ปลา และสัตว์ต่างๆ เสีย มากมายก่ายกองเช่นนี้

อย่าเห็นความอร่อย โดยที่ของอร่อยนั้นได้จากการทำลายชีวิตผู้อื่น เราได้รับผลจากการกินเนื้อเพียงความพอใจที่ “ลิ้น” ซึ่งมีความยาวเพียง 3 นิ้วเท่านั้นแต่ชีวิตสัตว์ต้องคอขาดบาดตายถูกฆ่าอย่างทุกข์ทรมานยิ่งยวดดูไม่คู่ควรกันเลย

เราควรกินอาหารธรรมชาติ สละความอร่อยที่เต็มไปด้วยพิษภัยและความตาย เพื่อสุขภาพอนามัยและศิลธรรม

  1. งดกินเนื้อสัตว์ คือการแผ่เมตตาที่สูงสุดอยู่ทุกขณะจิต
    ศาสนาทั้งหลายแม้จะแตกต่างกันด้วยขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีและพิธีกรรม แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ทุกศาสนาสอนให้ยึดถือความเมตตาเป็นหลัก ไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน ให้มนุษย์และสรรพสัตว์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ คุณธรรมข้อนี้เป็นหลักใหญ่ที่สำคัญที่สุด อันจะค้ำจุนโลกให้เกิดสันติสุข ไม่ว่าชนชาติใด ภาษาใด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก จะนับถือศาสนาหรือไม่ก็ตาม ล้วนไม่ชอบให้ถูกเบียดเบียน ไม่ชอบให้ถูกฆ่า

“สัคว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงมีความสุขกายสุขใจ ปราศจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด เป็นคำที่เราแผ่ความรักความเมตตา เขาจะไม่มีเวรกับเราได้อย่างไร เขาจะมีความสุขได้อย่างไร เมื่อเรายังกินเนื้อเขาย่อมจะผูกเวร มีหนี้กรรมที่ต้องชดใช้กันต่อไปไม่สิ้นสุด ผู้ที่ต้องการหมดหนี้กรรมเวรควรเลิกกินเนื้อสัตว์”

ตามกฏแห่งกรรม ผู้ที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ชอบเสพเลือดเนื้อของสัตว์ทั้งหลาย เมื่อตายไปวิญญาณจะต้องล่วงลงสู่อบายภูมิทั้ง 3 ได้แก่

  1. นรกภูมิ 10 ขุม ซึ่งแต่ละขุมแต่ละแดนเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน อันแสนสาหัสต่างๆ นานา
  2. เปรตภูมิ เป็นแดนที่เหล่าวิญญาณบาปต้องได้รับทุกข์ทรมานอยู่กับความหิวโหยตลอดเวลา เพราะเมื่อยามใดที่อาหารเข้าปาก ก็จะลุกไหม้กลายเป็นไฟ ไม่สามารถกลืนลงคอได้ เป็นเช่นนี้อยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่จะหมดสิ้นบาปกรรมที่ทำไว้
    3.เดรัจฉานภูมิ เมื่อวิญญาณบาปชดใช้หนี้เวรบาปกรรม พ้นจากขุมนรกและภพภูมิเปรตแล้วก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ต้องถูกเขาฆ่าตายชาติแล้วชาติเล่า จนกว่าจะครบตามจำนวนที่ตนได้เคยเบียดเบียนทำลายชีวิตผู้อื่นไว้

สัตว์เกิดกายมาใช้กรรมที่ทำไว้
เป็นเป็ดไก่กู้งปูเป็นหมูหมา
ตามเหตุต้นผลกรรมที่ทำมา
มิใช่ฟ้าประทานไว้ให้คนกิน

เครดิตข้อมูลจาก หนังสือประวัติกินเจ